พิธีขึ้นเสาเอกตามหลักอิสลาม

พิธีขึ้นเสาเอกในบริบทอิสลาม: การพิจารณาทางอุศูลฟิฮ์และอะกีดะฮ์

บทนำ


الْحَمْدُ لِلَّهِ، وَالصَّلَاةُ وَالسَّلَامُ عَلَىٰ رَسُولِ اللَّهِ، وَعَلَىٰ آلِهِ وَصَحْبِهِ أَجْمَعِينَ، أَمَّا بَعْدُ:

บรรดาการสรรเสริญทั้งมวลเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์
และขอความสันติสุขและความจำเริญจงมีแด่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ
รวมถึงครอบครัวของท่าน และบรรดาศอฮาบะฮฺของท่านทั้งหลาย.

ในสังคมมุสลิมไทย ทั้งในส่วนกลางและพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ปรากฏการปฏิบัติบางประการที่เกี่ยวข้องกับการเริ่มต้นการก่อสร้างอาคาร เช่น บ้าน มัสยิด โรงเรียน หรือสถานที่สาธารณะ โดยมักเรียกกันทั่วไปว่า “พิธีขึ้นเสาเอก” หรือ “พิธีเปิดการก่อสร้าง” ซึ่งในบางพื้นที่อาจมีการอ่านดุอาอ์ การกล่าวซอลาวาต หรือแม้กระทั่งการละหมาดหาญะฮ์ (صلاة الحاجة) ก่อนเริ่มงาน.

ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในหมู่มุสลิม บางฝ่ายมองว่าเป็นเพียงจารีตหรือวัฒนธรรม (عادات) ที่ไม่ขัดต่อศาสนา ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นการกระทำที่อาจนำไปสู่บิดอะฮ์ (بدعة) หรืออย่างน้อยก็ไม่สอดคล้องกับแนวทางซุนนะฮ์ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวในเชิงวิชาการ โดยอาศัยหลักอุศูลฟิกฮ์และอะกีดะฮ์ของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ โดยไม่เจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง.


1. การแยกระหว่าง “อิบาดะฮ์” กับ “อาดะฮ์”

หลักพื้นฐานในอุศูลฟิกฮ์ระบุว่า:

الأصلُ في العِباداتِ التَّوقيفُ
หลักในเรื่องอิบาดะฮ์คือ ต้องยึดตามหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์เท่านั้น

และในขณะเดียวกัน:

الأصل في العادات الإباحة
หลักในเรื่องจารีตหรือวัฒนธรรม คืออนุญาต ตราบใดที่ไม่ขัดต่อชะรีอะฮ์

ดังนั้น การพิจารณาพิธีใด ๆ จำเป็นต้องตั้งคำถามก่อนว่า การกระทำนั้นถูกเข้าใจและถูกนำเสนอในฐานะ “อิบาดะฮ์” หรือเป็นเพียง “อาดะฮ์” หากเป็นอิบาดะฮ์ ย่อมต้องมีหลักฐานรองรับ แต่หากเป็นอาดะฮ์ ก็ต้องพิจารณาว่าได้ขัดต่อหลักศาสนาหรือไม่.


หลักการพื้นฐาน: อิบาดะฮ์ต้องมีหลักฐาน

หลักฐานจากซุนนะฮ์: การยึดมั่นแบบอย่างและการระวังบิดอะฮ์

รากฐานสำคัญของอิสลาม คือการปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ อย่างเคร่งครัด ทั้งในหลักความเชื่อและการปฏิบัติ.

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«مَنْ أَحْدَثَ فِي أَمْرِنَا هَذَا مَا لَيْسَ مِنْهُ فَهُوَ رَدٌّ»
“ผู้ใดประดิษฐ์สิ่งใดขึ้นในกิจการของศาสนานี้ของเรา ซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของมัน สิ่งนั้นย่อมถูกปฏิเสธ”
*(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)*⁴

หะดีษบทนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่อุละมาอ์ใช้เป็นฐานในการพิจารณา พิธีกรรมและการอิบาดะฮ์ที่ถูกเพิ่มขึ้นโดยไม่มีหลักฐาน.

อุละมาอ์อิสลามได้วางหลักการสำคัญว่า:

อิบาดะฮ์ (การเคารพภักดี) ทุกประเภท ต้องมีหลักฐานจากอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ หรือแนวทางของบรรดาเศาะหาบะฮ์.

เชคอุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ กล่าวว่า

《 من عمل في الأرض ، بغير كتاب الله ، وسنة رسوله، قد سعى في الأرض فساداً 》

ผู้ใดทำงานในแผ่นดินด้วยสิ่งที่ไม่อยู่ใน คัมภีร์อัลลอฮ์ และ ซุนนะฮ์ของร่อซูล ﷺ แล้วนั้นเขาได้แสวงหาความวิบัติในแผ่นดิน

📚 |[ مجموع الفتاوى เล่มที่ 28 หน้า 470 ]|

กล่าวคือ “การเคารพภักดีที่อัลลอฮ์มิได้ทรงบัญญัติ และร่อซูลมิได้สอนไว้ ย่อมไม่เป็นที่รักของอัลลอฮ์ แม้ผู้กระทำจะมีเจตนาดีก็ตาม”

หลักการนี้ชี้ให้เห็นว่า ความตั้งใจดี (حسن النية) เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้การกระทำนั้นถูกต้องทางศาสนา หากขาดหลักฐานรองรับ.

2. บิดอะฮ์: ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ไม่เคยมีในสมัยนบี ﷺ

อุละมาอ์ได้อธิบายไว้ชัดเจนว่า บิดอะฮ์ที่ถูกตำหนิ (البدعة المذمومة) คือ การสร้างอิบาดะฮ์ใหม่ หรือการกำหนดรูปแบบ เวลา หรือบริบทของอิบาดะฮ์ โดยเชื่อหรือทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา ทั้งที่ไม่มีหลักฐานจากนบีมุฮัมมัด ﷺ และบรรดาศอหาบะฮ์.

ในทางกลับกัน สิ่งใหม่ทางโลก เช่น เทคโนโลยี การจัดการ หรือรูปแบบทางสังคม ไม่ถูกจัดเป็นบิดอะฮ์ทางศาสนาโดยตัวมันเอง.

อย่างไรก็ตาม อุละมาอ์ยังได้เตือนถึงสิ่งที่เรียกว่า บิดอะฮ์อิดอฟียะฮ์ (البدعة الإضافية) คือ การนำอิบาดะฮ์ที่ถูกต้องในตัวมันเอง เช่น ดุอาอ์, ซิกร, หรือซอลาวาต, ไปผูกกับบริบท, เวลา, หรือพิธีเฉพาะ โดยไม่มีหลักฐาน จนทำให้เกิดความเข้าใจว่าอิบาดะฮ์นั้นมีความพิเศษทางศาสนาในบริบทดังกล่าว.


บิดอะฮ์: เมื่อพิธีกรรมถูกเพิ่มในศาสนา

ความสมบูรณ์ของศาสนา และการไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติม

อัลลอฮ์ตรัสว่า

﴿الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ﴾
“วันนี้เราได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แล้ว”
(อัลมาอิดะฮ์ : 3)

ท่านอิบนุรอญับ อัลหัมบะลี อธิบายหะดีษและอายะฮ์ในความหมายเดียวกันว่า

“ผู้ใดอุตริในศาสนาของเรา…”
โดยยืนยันว่า การงานใดที่อยู่นอกกรอบของศาสนาและชะรีอะฮ์
ย่อมถูกปฏิเสธ
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ศาสนาอิสลามถูกทำให้สมบูรณ์แล้ว
และไม่รับการเพิ่มเติมในรูปของอิบาดะฮ์
(สรุปความจาก جامع العلوم والحكم)

อิมาม อัชชาฏิบีย์ (الإمام الشاطبي رحمه الله) กล่าวไว้ในหนังสือ
الاعتصام ว่า:

قال الشَّاطِبيُّ في تَعريفِ البِدعةِ:(طَريقةٌ في الدِّينِ مُختَرَعةٌ
تُضاهي الشَّرعيَّةَ،
يُقصَدُ بالسُّلوكِ عليها المُبالَغةُ في التعَبُّدِ للهِ سُبحانَه.)

📖 (الاعتصام، ج 1)

นี่คือ นิยามหลัก (تعريف جامع) ที่อุละมาอ์อ้างอิงกันมากที่สุดเมื่อต้องพูดถึงบิดอะฮ์.

(ตรวจความหมาย)

บิดอะฮ์ คือ วิธีการหนึ่งในศาสนา ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น
ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับบทบัญญัติทางศาสนา
โดยมีจุดประสงค์ในการปฏิบัติเพื่อเพิ่มพูนการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา
.

📌 จะเห็นว่า

  • คำว่า تضاهي الشرعية = คล้าย/เลียนแบบบทบัญญัติ,
  • المبالغة في التعبد = มุ่งเพิ่มความเคร่งครัดในการอิบาดะฮ์,

จากคำอธิบายนี้ จะเห็นได้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การทำดุอาอ์หรือการละหมาดโดยตัวมันเอง
แต่ปัญหาอยู่ที่:

  • การกำหนดเวลา,
  • การกำหนดรูปแบบ,
  • การผูกพิธีกรรมเข้ากับเหตุการณ์เฉพาะ
    โดยไม่มีหลักฐานจากศาสนา.

3. กรณีพิธีเริ่มก่อสร้างและการอ่านดุอาอ์หรือซอลาวาต

ไม่มีรายงานจากซุนนะฮ์ที่ระบุว่า นบี ﷺ หรือบรรดาศอหาบะฮ์ ได้จัดพิธีเฉพาะก่อนเริ่มการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน มัสยิด หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ แม้ท่านนบี ﷺ จะมีส่วนร่วมในการก่อสร้างมัสยิดนะบะวีด้วยพระองค์เอง และได้กล่าวถ้อยคำซิกรในขณะทำงาน แต่ก็ไม่ได้กำหนดพิธีกรรมก่อนการเริ่มต้นงานก่อสร้างในลักษณะเป็นแบบแผนถาวร.

การอ่านดุอาอ์หรือซอลาวาตนั้น เป็นอิบาดะฮ์ที่มีหลักฐานโดยตัวมันเอง และอนุญาตให้กระทำได้ในทุกเวลา อย่างไรก็ตาม หากการอ่านดังกล่าวถูกจำกัดให้เกิดขึ้น “เฉพาะ” ในพิธีเริ่มก่อสร้าง และถูกทำซ้ำอย่างเป็นกิจจะลักษณะ มีผู้นำศาสนา, มีลำดับพิธี, และถูกสื่อสารในลักษณะขอความเป็นสิริมงคลเฉพาะกิจกรรม, อุละมาอ์จำนวนหนึ่งมองว่า นี่คือประตูที่อาจนำไปสู่บิดอะฮ์อิดอฟียะฮ์ครับ.


หะดีษเกี่ยวกับบิดอะฮ์โดยตรง

ในคุฏบะฮ์ที่มีชื่อเสียง ท่านนบี ﷺ มักจะกล่าวว่า:

«وَشَرَّ الْأُمُورِ مُحْدَثَاتُهَا، وَكُلَّ بِدْعَةٍ ضَلَالَةٌ»
“และกิจการที่เลวร้ายที่สุด คือสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และทุกบิดอะฮ์คือความหลงผิด”
(บันทึกโดยมุสลิม)

อุละมาอ์อธิบายว่า คำว่า “กิจการ” (الأمور) ในที่นี้ ครอบคลุมถึง กิจการทางศาสนาโดยเฉพาะ ไม่ใช่กิจการทางโลกทั่วไป.

ความแตกต่างระหว่าง “ดุอาอ์ทั่วไป” กับ “พิธีกรรมเฉพาะ”

อุละมาอ์ได้แยกแยะอย่างสำคัญระหว่าง

  • ดุอาอ์ทั่วไป (الدعاء المطلق) ซึ่งสามารถทำได้ตลอดเวลา
    กับ
  • ดุอาอ์หรืออิบาดะฮ์ที่ถูกกำหนดรูปแบบ เวลา หรือโอกาสเฉพาะ

อิบนุรอญับ อัลหัมบะลี อธิบายหลักการว่า:
การประดิษฐ์อิบาดะฮ์ หรือการกำหนดเวลาและรูปแบบเฉพาะ โดยไม่มีหลักฐานจากชะรีอะฮ์ ถือเป็นบิดอะฮ์
(สรุปความจาก: جامع العلوم والحكم)

ดังนั้น การดุอาอ์ขอความดี ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ เป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง
แต่เมื่อถูกทำให้เป็น พิธีประจำ มีขั้นตอนตายตัว และถูกสื่อว่าเป็นซุนนะฮ์ ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน นั่นคือจุดที่ต้องหยุดพิจารณา.

4. การละหมาดหาญะฮ์ก่อนพิธี: ประเด็นที่ควรพิจารณา

การละหมาดหาญะฮ์ (صلاة الحاجة) มีหลักฐานในซุนนะฮ์ในฐานะการขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เมื่อมีความจำเป็นหรือความเดือดร้อนส่วนบุคคล.

อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้การละหมาดหาญะฮ์เป็นส่วนหนึ่งของ “พิธีเริ่มก่อสร้าง” ในเชิงสาธารณะ และทำซ้ำในลักษณะพิธีกรรม อาจทำให้การละหมาดดังกล่าวถูกเข้าใจว่าเป็นขั้นตอนศาสนาที่ผูกกับกิจกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีหลักฐานจากแนวทางของซุนนะฮ์.


5. ชิริก: ตัดสินจากอะกีดะฮ์และเจตนา ไม่ใช่เพียงรูปแบบภายนอก

หลักอะกีดะฮ์ของอิสลามระบุชัดว่า ชิริกถูกตัดสินจากความเชื่อและการมอบการอิบาดะฮ์ให้แก่สิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ ไม่ใช่เพียงจากที่มาทางวัฒนธรรมหรือรูปลักษณ์ภายนอกของพิธี.

ดังนั้น การเหมารวมว่าการเริ่มก่อสร้างในลักษณะดังกล่าวเป็น “ชิริกใหญ่” โดยไม่ตรวจสอบความเชื่อและเจตนาของผู้ปฏิบัติ เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักความยุติธรรมในศาสนา และท่านนบี ﷺ ได้เตือนไม่ให้กล่าวหาพี่น้องมุสลิมอย่างไร้หลักฐานครับ.


6. บทบาทของผู้นำศาสนาและหลักการปิดประตูสู่สิ่งต้องห้าม (سد الذرائع)

แม้การกระทำบางอย่างอาจไม่ถึงขั้นเป็นชิริกหรือบิดอะฮ์โดยตัวมันเอง แต่อุละมาอ์ได้เน้นย้ำหลัก سد الذرائع คือ การปิดประตูสู่สิ่งที่อาจนำไปสู่ความผิดในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการกระทำนั้นถูกปฏิบัติโดยผู้นำศาสนา ซึ่งย่อมกลายเป็นแบบอย่างให้สังคม.

การหลีกเลี่ยงพิธีที่ไม่มีหลักฐานจากซุนนะฮ์ แม้จะมีเจตนาดี จึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยต่อศาสนา และช่วยรักษาความบริสุทธิ์ของอิบาดะฮ์.


บทบาทของผู้นำศาสนาและความรับผิดชอบทางวิชาการ

ผู้นำศาสนา, ครูอาจารย์, และผู้ทำหน้าที่นำสังคม มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการ

  • แยกแยะระหว่างศาสนากับวัฒนธรรม
  • อธิบายศาสนาด้วยความรู้และฮิกมะฮ์
  • ปกป้องศาสนาจากการถูกเพิ่มเติมโดยไม่รู้ตัว

อิบนุ มัสอูด رضي الله عنه กล่าวว่า:

وَكَمْ مِنْ مُرِيدٍ لِلْخَيْرِ لَنْ يُصِيبَهُ

“มีผู้หวังดีจำนวนมาก
แต่ไม่อาจไปถึงความดีนั้นได้”

📚 รายงานโดย:

  • الدارمي (204)

อิบนุตัยมียะฮ์ยังเตือนว่า

“สิ่งที่อันตรายที่สุดต่อศาสนา คือบิดอะฮ์ที่ผู้คนมองว่าเป็นความดี”
*(مجموع الفتاوى)*¹

แนวทางของเศาะหาบะฮ์: หลักฐานเชิงปฏิบัติ

หากพิธีกรรมบางอย่างเป็นสิ่งที่ดีและนำไปสู่ผลบุญจริง
ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่

  • ท่านนบี ﷺ
  • บรรดาเศาะหาบะฮ์
  • หรือบรรดาตาบิอีน

จะละเลยไม่ปฏิบัติ ทั้งที่พวกเขาเป็นผู้ที่ปรารถนาความดีมากที่สุด

อิบนุมัสอูด (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) กล่าวว่า

“จงยึดมั่น (ในแบบอย่าง) และอย่าประดิษฐ์ เพราะแท้จริงสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วนั้นเพียงพอแก่พวกเจ้า”
*(รายงานโดยอัดดาริมี)*⁶

บทสรุป

อิสลามไม่ได้ปฏิเสธความตั้งใจดี
แต่ อิสลามให้ความสำคัญกับการยึดมั่นในหลักฐาน
การรักษาศาสนาให้บริสุทธิ์ คือความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งผู้นำและประชาชน

การตั้งคำถามด้วยความสุภาพ การศึกษาด้วยความถ่อมตน และการตักเตือนด้วยฮิกมะฮ์
คือหนทางที่ช่วยให้สังคมมุสลิมเดินไปข้างหน้า โดยไม่หลงออกจากแนวทางของท่านนบี ﷺ.

บทความนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกล่าวหาบุคคลหรือชุมชนใดว่าเป็นผู้ทำชิริกหรือบิดอะฮ์ หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นหลักการทางวิชาการว่า

  • ไม่ใช่วัฒนธรรมทุกอย่างจะเป็นบิดอะฮ์หรือชิริก
  • และไม่ใช่ทุกสิ่งที่มีเจตนาดีจะถูกต้องในเชิงซุนนะฮ์
  • การยึดแนวทางของนบี ﷺ และบรรดาศอหาบะฮ์อย่างเคร่งครัด คือหนทางที่ปลอดภัยที่สุด

การหวงแหนเตาฮีดไม่ใช่การกล่าวหากันด้วยอารมณ์ แต่คือการยืนอยู่บนความรู้ ความยุติธรรม และความยำเกรงต่ออัลลอฮ์

والله أعلم بالصواب


เชิงอรรถ / อ้างอิง

  1. อิบนุตัยมียะฮ์, مجموع الفتاوى
  2. อัชชาฏิบีย์, الاعتصام
  3. อิบนุรอญับ อัลหัมบะลี, جامع العلوم والحكم
  4. เศาะหีหฺ อัลบุคอรีย์ และ เศาะหีหฺ มุสลิม, หะดีษ “من أحدث في أمرنا…”
  5. เศาะหีหฺ มุสลิม, หะดีษคุฏบะฮ์ “وشر الأمور محدثاتها”
  6. ซุนนะฮ์ อัดดาริมี, คำกล่าวอิบนุมัสอูด

Similar Posts

ใส่ความเห็น