ตัฟซีร ซูเราะฮฺ อัลฟาติหะฮฺ | คำอธิบายแบบเข้าใจง่าย
الْحَمْدُ لِلَّهِ، وَالصَّلَاةُ وَالسَّلَامُ عَلَىٰ رَسُولِ اللَّهِ، وَعَلَىٰ آلِهِ وَصَحْبِهِ، أَمَّا بَعْدُ:
บรรดาการสรรเสริญทั้งมวลเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์
และขอความสันติสุขและความจำเริญจงมีแด่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ
รวมถึงครอบครัวของท่าน และบรรดาศอฮาบะฮฺของท่านทั้งหลาย.
บทนำ
บทความนี้เป็นการแบ่งปันและอธิบายความหมายของ ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ
ซูเราะฮฺที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคัมภีร์อัลกุรอานครับ.
ซูเราะฮฺนี้เป็นซูเราะฮฺที่มุสลิมทุกคนอ่านในทุกละหมาด
อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแต่ละวัน
แต่หลายครั้งเราอาจอ่านผ่านลิ้น โดยที่หัวใจยังไม่ทันได้หยุดคิดถึงความหมายของมันอย่างแท้จริง.
ที่มาของการเรียบเรียง
การอธิบายในบทความนี้ ผมหยิบและเรียบเรียงขึ้นจาก
ตัฟซีรของอุละมาอ์ผู้ทรงคุณวุฒิ เชคอับดุรเราะห์มาน อัส-สะอฺดี รอฮิมะฮุลลอฮฺ
จากหนังสือ : تيسير الكريم الرحمن في تفسير كلام المنان للشيخ السعدي “ตัยซีร อัลกะรีม อัรเราะห์มาน ฟี ตัฟซีร กะลาม อัลมันนาน”
ซึ่งเป็นตัฟซีรที่โดดเด่นในเรื่องความกระชับ เข้าใจง่าย และยึดตามอัลกุรอานและซุนนะฮฺครับ.
นอกจากนี้ ผมได้มีการเพิ่มเติมคำอธิบายบางประเด็น
เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของชีวิตมุสลิมในยุคปัจจุบัน
และเพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้กับการละหมาดและการดำเนินชีวิตประจำวันได้จริงครับ
ทำไมซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺจึงสำคัญ
ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ ไม่ใช่เพียงบทเปิดของอัลกุรอานเท่านั้นครับ
แต่เป็นหัวใจของการอิบาดะฮฺ
เป็นบทสรุปของอากีดะฮฺ
เป็นการประกาศการยอมจำนนต่ออัลลอฮ์
และยังเป็นบทดุอาอ์ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องของโลกนี้และโลกหน้าครับ
เป้าหมายของบทความชุดนี้
เป้าหมายของบทความชุดนี้ คือการชวนผู้อ่าน
มาทำความเข้าใจซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ ทีละอายะฮฺ
ด้วยหัวใจที่เปิดรับ ไม่ใช่เพียงแค่อ่านให้จบครับ
เพื่อที่เมื่อเรายืนละหมาด
เราจะไม่ได้เพียง “อ่าน” ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ
แต่เราจะ สื่อสารกับอัลลอฮ์ด้วยความเข้าใจ มากขึ้นครับ
และทั้งหมดนี้ เราขออาศัยความช่วยเหลือ
และการประทานความสำเร็จจากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เพียงพระองค์เดียวครับ
อายะฮฺที่ 1 : بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَٰنِ الرَّحِيمِ
(ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ)
คำว่า “บิสมิลลาฮฺ” หมายถึง
การที่เราตั้งเจตนาเริ่มต้นทุกคำพูด และทุกการกระทำ
ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การเขียน การเรียน หรือการทำงานใด ๆ
โดยกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์” ครับ
การเริ่มต้นด้วยพระนามของอัลลอฮ์
ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดติดปาก
แต่เป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า
สิ่งที่เรากำลังจะทำต่อจากนี้
เราทำโดยพึ่งพาอัลลอฮ์ ไม่ใช่พึ่งพาความสามารถของตัวเราเองครับ
เริ่มด้วยบิสมิลลาฮฺ เพื่ออะไร
การกล่าว บิสมิลลาฮฺ มีผลสำคัญหลายประการครับ
- เพื่อให้ชัยฏอนห่างไกลจากเรา
- เพื่อให้ความบะเราะกะฮฺ (ความจำเริญ) จากอัรเราะห์มานลงมา
- และเพื่อขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์
ทั้งในคำพูด และการกระทำของเราครับ
ดังนั้น ทุกครั้งที่เรากล่าว “บิสมิลลาฮฺ”
แท้จริงแล้ว เรากำลังบอกกับตัวเองว่า
“ฉันไม่เก่งด้วยตัวเอง
ฉันต้องการความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์” ครับ
บิสมิลลาฮฺ กับชีวิตประจำวัน
เมื่อเราอ่านอัลกุรอานด้วยบิสมิลลาฮฺ
การอ่านนั้นจะไม่ใช่แค่เสียงจากลิ้น
แต่เป็นการอ่านที่มีบะเราะกะฮฺครับ
เมื่อเราเขียน ทำงาน หรือเริ่มต้นสิ่งใดด้วยบิสมิลลาฮฺ
สิ่งนั้นจะไม่ใช่เพียงกิจกรรมธรรมดา
แต่จะกลายเป็นอิบาดะฮฺ หากเจตนาของเราถูกต้องครับ
นี่คือเหตุผลที่ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ
เริ่มต้นด้วยคำว่า “บิสมิลลาฮฺ”
เพื่อสอนให้มุสลิมทุกคน
เริ่มต้นชีวิตทั้งหมดของตน
ด้วยการพึ่งพาอัลลอฮ์ก่อนสิ่งอื่นใดครับ.
ความหมายของคำว่า “อัลลอฮ์” (الله)
คำว่า “อัลลอฮ์” เป็นพระนามเฉพาะ
ที่ใช้เรียก ذات (แก่นแท้) ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติยิ่ง
ผู้ทรงเดชานุภาพ และทรงสูงส่งเหนือทุกสิ่งครับ
พระนามนี้ไม่ได้ใช้กับสิ่งอื่นใด
และไม่สามารถนำไปใช้กับผู้ใดหรือสิ่งใดนอกจากอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวครับ
อัลลอฮ์ คือผู้ที่ถูกเคารพสักการะ
ความหมายของคำว่า อัลลอฮ์ คือ
“ผู้ที่ถูกเคารพสักการะ (อัลมะอฺบูด)”
และเป็นผู้เดียวที่สมควรได้รับการอิบาดะฮฺ
โดยไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ร่วมกับพระองค์เลยครับ
นั่นหมายความว่า
การละหมาด การขอดุอาอ์ การวิงวอน ความหวัง ความกลัว
และการนอบน้อมทั้งหมด
ต้องมอบให้แก่อัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นครับ
ทำไมอัลลอฮ์จึงสมควรได้รับการอิบาดะฮฺแต่เพียงผู้เดียว
เหตุผลที่อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้เดียว
ที่สมควรได้รับการอิบาดะฮฺ
ก็เพราะพระองค์ทรงมี คุณลักษณะแห่งความยิ่งใหญ่ (صفات الجلال)
และ คุณลักษณะแห่งความสมบูรณ์แบบ (صفات الكمال)
อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์แบบที่สุดครับ
พระองค์ทรงสมบูรณ์ในความรู้
สมบูรณ์ในอำนาจ
สมบูรณ์ในความเมตตา
และปราศจากข้อบกพร่องใด ๆ ทั้งสิ้นครับ
ในขณะที่ทุกสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์
ล้วนมีความบกพร่อง ต้องพึ่งพา และไม่สมบูรณ์ด้วยตัวมันเองครับ
บทเรียนจากคำว่า “อัลลอฮ์” ในอัลฟาติหะฮฺ
เมื่อเราอ่านคำว่า “อัลลอฮ์” ในซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ
เรากำลังถูกย้ำเตือนว่า
ผู้ที่เรากำลังยืนละหมาดต่อหน้า
ไม่ใช่ใครอื่น
แต่คือพระผู้เป็นเจ้าที่สมบูรณ์แบบ
และคู่ควรกับการนอบน้อมอย่างแท้จริงครับ
ดังนั้น การรู้จักความหมายของคำว่า อัลลอฮ์
ไม่ใช่แค่ความรู้ทางภาษา
แต่เป็นรากฐานของเตาฮีด
และเป็นหัวใจของการอิบาดะฮฺทั้งหมดครับ.
อัรเราะห์มาน – อัรเราะฮีม (الرحمن الرحيم)
คำว่า อัรเราะห์มาน และ อัรเราะฮีม
เป็นสองพระนามของอัลลอฮ์
ที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
พระองค์คือผู้ทรงมี ความเมตตาอันกว้างขวางและยิ่งใหญ่ ครับ
ความเมตตาของอัลลอฮ์
ไม่ใช่ความเมตตาเล็กน้อย
แต่เป็นความเมตตาที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ผู้ศรัทธา ผู้ปฏิเสธ
สัตว์ พืช หรือสรรพสิ่งทั้งหมดในจักรวาลครับ
ความแตกต่างระหว่าง “อัรเราะห์มาน” และ “อัรเราะฮีม”
- อัรเราะห์มาน
สื่อถึงความเมตตาอันกว้างใหญ่
ที่แผ่คลุมสิ่งถูกสร้างทั้งหมดโดยไม่เลือกใครครับ - อัรเราะฮีม
คือความเมตตาอันพิเศษ
ที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้แก่บรรดาผู้ศรัทธา
ผู้ยำเกรง และบรรดาเอาลิยาอ์ของพระองค์ครับ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
ทุกคนอยู่ภายใต้ความเมตตาของอัลลอฮ์
แต่ความเมตตาที่สมบูรณ์และยั่งยืน
จะเป็นของผู้ที่เลือกเดินในเส้นทางของพระองค์ครับ
อัลกุรอานยืนยันเรื่องความเมตตา
อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า:
“และความเมตตาของข้านั้น ครอบคลุมทุกสิ่ง
แล้วข้าจะกำหนดมันให้แก่บรรดาผู้ที่ยำเกรง
และผู้ที่จ่ายซะกาต
และบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อโองการของเรา”
(ซูเราะฮฺอัลอะอฺรอฟ : 156)
อายะฮฺนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
ความเมตตาของอัลลอฮ์นั้นกว้างขวางจริง
แต่ผู้ที่จะได้รับความเมตตาอย่างครบถ้วน
คือผู้ที่มี ตักวา, ปฏิบัติศาสนกิจ
และศรัทธาอย่างแท้จริงครับ
บทเรียนจาก “อัรเราะห์มาน อัรเราะฮีม”
เมื่อเราอ่านคำว่า อัรเราะห์มาน อัรเราะฮีม
ในทุกละหมาด
นั่นคือการเตือนหัวใจของเราว่า
ผู้ที่เรากำลังยืนอยู่ต่อหน้า
ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าที่โหดร้าย
แต่คือพระผู้เป็นเจ้าที่เปี่ยมด้วยความเมตตาครับ
และในขณะเดียวกัน
มันก็เตือนเราด้วยว่า
หากเราอยากได้รับความเมตตาอย่างสมบูรณ์
เราต้องเลือกเป็นผู้ที่ยำเกรงอัลลอฮ์
และดำเนินชีวิตตามแนวทางของพระองค์ครับ.
อายะฮฺที่ 2 : ٱلْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ ٱلْعَـٰلَمِينَ
(การสรรเสริญทั้งหลายนั้น เป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก)
อัลฮัมดุลิลลาฮฺ (الْحَمْدُ لِلَّهِ)
คำว่า อัลฮัมดุ หมายถึง
การกล่าวยกย่อง สรรเสริญ
และยอมรับความสมบูรณ์แบบของผู้ที่ถูกสรรเสริญ
ในทุกสภาพการณ์ ไม่ว่าจะเป็นยามสุขหรือยามทุกข์ครับ
ดังนั้น เมื่อเรากล่าวว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ”
เรากำลังยืนยันว่า
อัลลอฮ์ทรงสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
ทรงสมควรได้รับการสรรเสริญ
ไม่ใช่เพราะพระองค์ประทานสิ่งที่เราชอบเท่านั้น
แต่เพราะพระองค์ทรงเป็นอัลลอฮ์
ในทุกสถานการณ์ครับ
อัลฮัมดฺ ไม่ใช่แค่คำขอบคุณ
การกล่าว อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
แตกต่างจากการกล่าวขอบคุณทั่วไปครับ
เพราะอัลฮัมดฺ คือการสรรเสริญ
ที่เกิดจากการรู้จักอัลลอฮ์
รู้จักคุณลักษณะของพระองค์
และยอมรับการกำหนดของพระองค์ด้วยหัวใจครับ
เราสรรเสริญอัลลอฮ์
ทั้งในยามที่ชีวิตราบรื่น
และในยามที่ชีวิตเผชิญบททดสอบครับ
แบบอย่างจากท่านนบี ﷺ
มีรายงานหะดีษจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ رضي الله عنها
ซึ่งถูกรายงานโดยอิบนุ มาญะฮฺ และอัลหากิม
และได้รับการรับรองความถูกต้อง
โดยอัซซะฮะบีย์ และอิหม่ามนะวะวีย์
ว่าเป็นหะดีษที่มีสายรายงานดีครับ
ท่านหญิงอาอิชะฮฺกล่าวว่า:
كَانَ رَسُولُ اللَّهِ ﷺ إِذَا أَصَابَتْهُ السَّرَّاءُ قَالَ:
«الْحَمْدُ لِلَّهِ الَّذِي بِنِعْمَتِهِ تَتِمُّ الصَّالِحَاتُ»،
เมื่อท่านร่อซูล ﷺ
ได้รับสิ่งดีงามหรือความสุข
ท่านจะกล่าวว่า
“อัลฮัมดุลิลลาฮฺ อัลลาซี บินิอฺมะติฮี ตะติมมุศศอลิฮาต”
(การสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์
ผู้ซึ่งด้วยความโปรดปรานของพระองค์
ความดีงามทั้งหลายจึงสมบูรณ์)
وَإِنْ أَصَابَتْهُ الضَّرَّاءُ قَالَ:
«الْحَمْدُ لِلَّهِ عَلَىٰ كُلِّ حَالٍ».
และเมื่อท่านประสบกับความยากลำบาก
หรือเหตุไม่พึงประสงค์
ท่านก็ยังกล่าวว่า
“อัลฮัมดุลิลลาฮฺ อะล่า กุลลิ ฮาล”
(การสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์
ในทุกสภาพการณ์) ครับ
บทเรียนจาก “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ”
คำว่า อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับหัวใจของผู้ศรัทธาครับ
มันสอนให้เรา
ไม่ผูกการสรรเสริญไว้กับผลลัพธ์
แต่ผูกหัวใจไว้กับอัลลอฮ์
เพราะผู้ที่สรรเสริญอัลลอฮ์ได้
ทั้งในยามสุขและยามทุกข์
คือผู้ที่เข้าใจว่า
ทุกการกำหนดของพระองค์
ล้วนมีฮิกมะฮฺและความเมตตาซ่อนอยู่เสมอครับ
และนี่คือเหตุผลที่ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ
เริ่มต้นด้วยคำว่า
“อัลฮัมดุลิลลาฮฺ”
เพื่อปรับหัวใจของเรา
ให้รู้จักสรรเสริญอัลลอฮ์
ก่อนที่จะขอสิ่งใดจากพระองค์ครับ.
ร็อบบิลอาละมีน (رَبِّ الْعَالَمِينَ)
คำว่า ร็อบบ์ (رب)
หมายถึง ผู้ทรงอภิบาล ผู้ทรงดูแล เลี้ยงดู และพัฒนา
ส่วนคำว่า อาละมีน (العالمين)
หมายถึงสรรพสิ่งทั้งหมดที่มีอยู่ นอกจากอัลลอฮ์ครับ.
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
ทุกสิ่งที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ ล้วนอยู่ภายใต้การอภิบาลของพระองค์ทั้งหมดครับ.
การอภิบาลของอัลลอฮ์มี 2 ประเภท
การที่อัลลอฮ์ทรงเป็น ร็อบบิลอาละมีน
ไม่ได้เป็นเพียงคำยกย่อง
แต่สะท้อนถึงการดูแลของพระองค์
ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทสำคัญครับ
1) การอภิบาลทั่วไป (تربية عامة)
การอภิบาลทั่วไป คือการดูแลสรรพสิ่งทั้งหมดโดยไม่เลือกศาสนา
ไม่เลือกผู้ศรัทธาหรือผู้ปฏิเสธครับ
อัลลอฮ์ทรง
- สร้างสิ่งถูกสร้างทั้งหมด
- ประทานปัจจัยยังชีพให้กับทุกชีวิต
- และชี้นำพวกเขาไปสู่สิ่งที่จำเป็น
เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ในโลกนี้ได้ครับ
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ
ต่างได้รับส่วนแบ่งจากการอภิบาลทั่วไปของอัลลอฮ์ทั้งสิ้นครับ.
2) การอภิบาลเฉพาะ (تربية خاصة)
ส่วนการอภิบาลเฉพาะ
เป็นการดูแลเป็นพิเศษ
ที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้แก่ บรรดาเอาลิยาอ์ของพระองค์ ครับ.
พระองค์ทรงอภิบาลพวกเขาด้วย
- การเสริมสร้างอีมาน
- การประทานเตาฟีก (ความสำเร็จในการทำดี)
- การพัฒนาและทำให้หัวใจสมบูรณ์
- และการขจัดอุปสรรคต่าง ๆ
ที่ขวางกั้นระหว่างพวกเขากับอัลลอฮ์ครับ
นี่คือการดูแลที่ลึกซึ้ง
ไม่ใช่แค่เรื่องปัจจัยยังชีพ
แต่เป็นการดูแลหัวใจ ศรัทธา และเส้นทางชีวิตครับ.
แก่นแท้ของการเป็น “ร็อบบ์”
ความหมายที่แท้จริงของการอภิบาลโดยอัลลอฮ์
คือการประทาน เตาฟีกให้กับทุกความดี
และการปกป้องจาก ทุกความชั่วร้าย ครับ
เพราะไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสทำดี
จะสามารถทำดีได้จริง
และไม่ใช่ทุกคนที่รู้ความจริง
จะสามารถยืนหยัดอยู่บนความจริงได้ครับ.
ทั้งหมดนี้ล้วนต้องอาศัย
การอภิบาลและการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้นครับ
ทำไมดุอาอ์ของบรรดานบีจึงขึ้นต้นด้วยคำว่า “ร็อบบ์”
นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่า
ทำไมดุอาอ์ของบรรดานบีส่วนใหญ่
จึงเริ่มต้นด้วยคำว่า “ร็อบบะนา…” ครับ
เพราะเมื่อเรียกอัลลอฮ์ว่า “ร็อบบ์”
เรากำลังยอมรับว่า
เราเป็นผู้ถูกอภิบาล
อ่อนแอ ขาดแคลน
และต้องการการดูแลจากพระองค์ในทุกเรื่องครับ
ดังนั้น เมื่อเรากล่าวในละหมาดว่า
“อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ร็อบบิลอาละมีน”
เรากำลังประกาศด้วยหัวใจว่า
ชีวิตทั้งหมดของเรา
อยู่ภายใต้การดูแลของอัลลอฮ์
ตั้งแต่โลกนี้ จนถึงโลกหน้าครับ.
อายะฮฺที่ 3 : อัรเราะห์มาน – อัรเราะฮีม (ٱلرَّحْمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ)
( ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ)
อายะฮฺที่ 4 : มาลิกิ เยามิดดีน (مَالِكِ يَوْمِ الدِّينِ)
(ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน)
คำว่า เยามิดดีน (يوم الدين)
หมายถึง วันกิยามะฮฺ หรือวันปรโลก
วันที่มนุษย์ทุกคนจะถูกนำมาสอบสวนและตอบแทนตามการกระทำของตนครับ.
อัลลอฮ์ سبحانه وتعالى ได้อธิบายถึงวันนั้นไว้ว่า
บรรดาผู้ทำความชั่วจะอยู่ในนรก
พวกเขาจะเข้าไปอยู่ในวันแห่งการตอบแทนนั้น
และจะไม่อาจหลบหนีไปไหนได้เลย.
แล้วพระองค์ตรัสย้ำเตือนว่า:
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าวันแห่งการตอบแทนนั้นคืออะไร
อีกครั้งหนึ่ง เจ้าไม่รู้ดอกว่าวันแห่งการตอบแทนนั้นคืออะไร
คือวันที่ชีวิตหนึ่งไม่อาจช่วยเหลืออีกชีวิตหนึ่งได้เลย
และอำนาจทั้งหมดในวันนั้น เป็นของอัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว”
(ซูเราะฮฺอัลอินฟิฏอร : 15–19)
ความหมายของคำว่า “มาลิก” (مالك)
คำว่า มาลิก หมายถึง
ผู้ทรงเป็นเจ้าของ
ผู้ทรงควบคุม จัดการ และกำหนดทุกสิ่งครับ
อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้มี
- อำนาจในการสั่งใช้และห้ามปราม
- อำนาจในการให้อภัย
- และอำนาจในการลงโทษ
ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์โต้แย้ง
และไม่มีผู้ใดหลีกเลี่ยงการตัดสินของพระองค์ได้ครับ.
ทำไมจึงระบุว่า “เจ้าของวันแห่งการตอบแทน”
แม้ว่าอัลลอฮ์ทรงเป็นเจ้าของทุกวัน
และเป็นเจ้าของทุกสิ่งอยู่แล้ว
แต่พระองค์ทรงระบุเป็นพิเศษว่า
“มาลิกิ เยามิดดีน”
เพื่อให้เห็นความเป็นเจ้าของของพระองค์
อย่างชัดเจนที่สุดในวันกิยามะฮฺครับ.
เพราะในวันนั้น
อำนาจทั้งหมดที่มนุษย์เคยอ้างในโลกนี้
จะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง.
บรรดากษัตริย์ ผู้นำ ผู้มีอำนาจ
รวมถึงผู้ที่เคยอ้างความยิ่งใหญ่
หรืออ้างความเป็นเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม
เช่น ฟิรเอาน์ และผู้ที่เดินตามแนวทางเดียวกัน
จะหมดสิ้นซึ่งอำนาจและความโอหังครับ.
วันที่ทุกคนยอมจำนนอย่างแท้จริง
ในวันนั้น อัลลอฮ์จะทรงประกาศถามว่า
“วันนี้ อำนาจเป็นของผู้ใด?”
แต่จะไม่มีใครตอบได้เลยครับ
เพราะทุกชีวิตต่างยืนอยู่ด้วยความอ่อนแอ
หวาดกลัว และรอการตัดสิน.
แล้วอัลลอฮ์จะทรงตอบด้วยพระองค์เองว่า:
“เป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงเดชานุภาพ”
บทเรียนจาก “มาลิกิ เยามิดดีน”
เมื่อเราอ่านคำว่า มาลิกิ เยามิดดีน ในทุกละหมาด
มันคือการเตือนหัวใจของเราว่า
ชีวิตนี้ไม่ใช่จุดจบครับ.
ทุกคำพูด, ทุกการกระทำ,
ทุกความยุติธรรมและความอธรรม
จะถูกนำมาชั่งตวงวัดในวันหนึ่งอย่างแน่นอน.
และผู้ที่ตัดสิน
ไม่ใช่มนุษย์,
ไม่ใช่สังคม,
แต่คืออัลลอฮ์ ผู้ทรงยุติธรรมอย่างสมบูรณ์ครับ.
ดังนั้น ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ
จึงทำให้หัวใจของผู้ศรัทธา
สมดุลระหว่าง ความหวังในความเมตตา
และ ความเกรงกลัวต่อการตัดสิน
อย่างพอดีที่สุดครับ.
อายะฮฺที่ 5 : อิยยากะ นะอฺบุดุ วะอิยยากะ นัสตะอีน (إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ)
(เฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่พวกข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮฺ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ)
อายะฮฺนี้คือ หัวใจของซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ
และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการละหมาดครับ.
เพราะตั้งแต่อายะฮฺนี้เป็นต้นไป
ผู้ละหมาดไม่ได้พูดถึงอัลลอฮ์ในฐานะบุคคลที่สาม
แต่กำลัง พูดกับอัลลอฮ์โดยตรง ครับ.
“อิยยากะ นะอฺบุดุ” (إِيَّاكَ نَعْبُدُ)– เราเคารพภักดีต่อพระองค์เท่านั้น
คำว่า “อิยยากะ”
ถูกนำมากล่าวไว้ข้างหน้า
เพื่อเน้นย้ำความหมายว่า
เฉพาะพระองค์เท่านั้น ครับ
ดังนั้น “อิยยากะ นะอฺบุดุ”
จึงหมายความว่า
เราเจาะจงเคารพภักดี
อิบาดะฮฺ และยืนหยัดอยู่บนทางตรง
ต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นครับ.
เราไม่อิบาดะฮฺสิ่งอื่น
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์, ทรัพย์สิน, อำนาจ,
ความอยาก, หรือความกลัวใดๆ
นอกจากอัลลอฮ์ครับ.
นี่คือการประกาศ เตาฮีด
ด้วยลิ้นและด้วยหัวใจ
ในทุกละหมาดครับ.
“วะอิยยากะ นัสตะอีน” (وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ) – และเราขอความช่วยเหลือจากพระองค์เท่านั้น.
หลังจากกล่าวถึงการอิบาดะฮฺ
อัลลอฮ์ทรงให้เรากล่าวถึง การขอความช่วยเหลือ ต่อทันทีครับ.
แม้การขอความช่วยเหลือ
จะเป็นส่วนหนึ่งของการอิบาดะฮฺอยู่แล้ว
แต่พระองค์ทรงกล่าวแยกออกมา
เพื่อย้ำให้เห็นว่า
ผู้ศรัทธา ไม่อาจอิบาดะฮฺได้เลย
หากปราศจากการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ ครับ.
หากอัลลอฮ์ไม่ช่วย
เราจะไม่สามารถ
- ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ได้
- และไม่สามารถหลีกเลี่ยงข้อห้ามได้จริงครับ
แบบอย่างจากคำสอนของท่านนบี ﷺ
ท่านนบี ﷺ ได้สอนดุอาอ์สำคัญแก่ท่านมุอ๊าซ رضي الله عنه
โดยกล่าวว่า:
أُوصِيكَ يَا مُعَاذُ، لَا تَدَعَنَّ فِي دُبُرِ كُلِّ صَلَاةٍ تَقُولُ : اللَّهُمَّ أَعِنِّي عَلَى ذِكْرِكَ وَشُكْرِكَ وَحُسْنِ عِبَادَتِكَ “.
“โอ้มุอ๊าซ ฉันขอสั่งเสียเจ้า
อย่าได้ละทิ้งการกล่าวในตอนท้ายของทุกละหมาด(ฟัรฎุ)ว่าاللَّهُمَّ أَعِنِّي عَلَى ذِكْرِكَ وَشُكْرِكَ وَحُسْنِ عِبَادَتِكَ
คำอ่าน : อัลลอฮุมมะ อะอินนี อะลาซิกริกะ วะชุกริกะ วะฮุสนิอิบาดะติก
โอ้อัลลอฮ์ โปรดช่วยฉัน
ให้สามารถรำลึกถึงพระองค์,
ขอบคุณพระองค์,
และอิบาดะฮฺพระองค์อย่างดีที่สุดด้วยเถิด”
หะดีษนี้ถูกรายงานโดย
อิหม่ามอะหมัด อบูดาวูด อันนะซาอีย์
อิบนุคุซัยมะฮฺ อิบนุหิบบาน และอัลหากิม
ซึ่งท่านอัลหากิมระบุว่า
เป็นหะดีษเศาะฮีหฺตามเงื่อนไขของบุคอรีย์และมุสลิมครับ.
ความหมายของ “อิบาดะฮฺ” และ “อิสติอานะฮฺ”
อิบาดะฮฺ
คือคำที่ครอบคลุม
ทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรักและพอพระทัย
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ
ทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนอยู่ในหัวใจครับ.
ส่วน อิสติอานะฮฺ (การขอความช่วยเหลือ)
คือการพึ่งพาอัลลอฮ์
ในการแสวงหาประโยชน์
และการปกป้องจากอันตราย
พร้อมกับความเชื่อมั่นอย่างเต็มหัวใจ
ว่าความสำเร็จทั้งหมดมาจากพระองค์ครับ.
เส้นทางสู่ความสุขที่แท้จริง
การอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮ์
พร้อมกับการขอความช่วยเหลือจากพระองค์
คือหนทางเดียว
ที่จะนำไปสู่ ความสุขที่แท้จริงและถาวร ครับ.
เพราะผู้ที่อิบาดะฮฺโดยไม่พึ่งพาอัลลอฮ์
จะเหนื่อยล้าและท้อแท้
และผู้ที่อ้างพึ่งพาอัลลอฮ์
แต่ไม่อิบาดะฮฺ
ก็จะหลงทางเช่นกันครับ.
นี่คือความสมดุลที่อัลฟาติหะฮฺสอนเรา
และนี่คือเหตุผลที่อายะฮฺนี้
เป็นแก่นกลางของทั้งซูเราะฮฺครับ.
อายะฮฺที่ 6 : อิห์ดินัศ-ศิรอฏ็อลมุสตะกีม (اهْدِنَا الصِّرَاطَ الْمُسْتَقِيمَ)
( ขอพระองค์ทรงแนะนำพวกข้าพระองค์ ซึ่งทางอันเที่ยงตรง)
อายะฮฺนี้คือ ดุอาอ์ที่มุสลิมกล่าวมากที่สุดในชีวิต
เพราะเราอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกละหมาดครับ.
คำว่า “อิห์ดินา” (اهْدِنَا)
หมายถึง ขอพระองค์ทรงชี้นำ
ทรงให้ความเข้าใจ
และทรงประทานเตาฟีก
เพื่อให้เราเดินอยู่บนทางที่ถูกต้องครับ.
ความหมายของ “อัศศิรอฏ็อลมุสตะกีม” (الصِّرَاطَ الْمُسْتَقِيمَ)
อัศศิรอฏ็อลมุสตะกีม (الصِّرَاطَ الْمُسْتَقِيمَ)
คือหนทางที่ชัดเจน ตรง
และไม่มีความคดเคี้ยวใดๆ ครับ.
เป็นหนทางที่นำไปสู่
ความพอพระทัยของอัลลอฮ์
ความสงบของหัวใจ
และความสำเร็จในโลกหน้า.
และการขอทางนำนี้
ไม่ได้หมายถึงแค่การ “รู้” ทาง
แต่หมายถึง
การได้รับการชี้นำอย่างต่อเนื่อง
การยืนหยัดอยู่บนทางนั้น
และการเสียชีวิตบนทางนั้นด้วยครับ.
ทำไมผู้ศรัทธาต้องขอฮิดายะฮฺอยู่เสมอ
แม้ผู้ศรัทธาจะอยู่บนทางที่ถูกต้องแล้ว
แต่เขายังต้องขอฮิดายะฮฺอยู่ตลอดครับ.
เพราะการขอฮิดายะฮฺ
หมายถึงการขอ การเพิ่มพูนทางนำ
การรักษาหัวใจให้มั่นคง
และการจบชีวิตด้วยอีมานครับ.
ไม่มีใครปลอดภัยจากการหลงทาง
หากอัลลอฮ์ไม่ทรงดูแลและช่วยเหลือครับ.
หนทางของผู้ที่ได้รับความโปรดปราน
ศิรอฏ็อลมุสตะกีม
คือหนทางของบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปราน
ไม่ว่าจะเป็น
- บรรดานบี
- บรรดาผู้สัตย์จริง (ศิดดีกีน)
- บรรดาชะฮีด
- และบรรดาผู้ทรงคุณธรรม (ศอลิหีน) ครับ.
พวกเขาเป็นแบบอย่างของผู้ที่
รู้ความจริง
ยืนหยัดอยู่บนความจริง
และปฏิบัติตามความจริงครับ.
อายะฮฺที่ 7 : صِرَٰطَ ٱلَّذِينَ أَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ غَيْرِ ٱلْمَغْضُوبِ عَلَيْهِمْ وَلَا ٱلضَّآلِّينَ
( (คือ) ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปรานแก่พวกเขา มิใช่ทางของพวกที่ถูกกริ้ว และมิใช่ทางของพวกที่หลงผิด)
✨ ความหมายของ “ทางอันเที่ยงตรง”
และทางอันเที่ยงตรงนี้เองครับ คือทางของบรรดาผู้ที่ Allah ทรงประทานความโปรดปรานแก่พวกเขา ดังที่พระองค์ตรัสว่า
{ صِرَاطَ الَّذِينَ أَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ }
“คือทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปรานแก่พวกเขา”
ซึ่งผู้ที่ได้รับความโปรดปรานเหล่านี้ ได้แก่
บรรดานบี, บรรดาผู้ยึดมั่นในความจริง (ศิดดีกีน), บรรดาชะฮีด, และ บรรดาผู้ทรงคุณธรรม (ศอลิหีน).
นี่คือทางแห่งความถูกต้อง ทางแห่งการศรัทธา การปฏิบัติ และคุณธรรมที่อัลลอฮ์ ทรงพอพระทัย และเป็นทางที่มุสลิมทุกคนขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ ร็อกอะฮฺของการละหมาด ขอให้เราได้รับการชี้นำ เดินอยู่บนทางนี้ และยืนหยัดบนทางนี้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตครับ 🤲
ไม่ใช่หนทางของผู้ถูกกริ้ว และผู้ที่หลงผิด (غَيْرِ الْمَغْضُوبِ عَلَيْهِمْ وَلَا الضَّالِّينَ)
อัลฟาติหะฮฺยังสอนเราให้ชัดเจนว่า
หนทางที่เราขอ
ไม่ใช่หนทางของผู้ถูกกริ้ว (المغضوب عليهم)
ซึ่งหมายถึงผู้ที่
รู้ความจริงแล้ว
แต่กลับละทิ้งมัน
หรือบิดเบือน เปลี่ยนแปลงมัน
เช่นที่เกิดขึ้นกับพวกยิวครับ.
และก็ ไม่ใช่หนทางของผู้หลงผิด (الضالين)
ซึ่งหมายถึงผู้ที่
ละทิ้งความจริง
เพราะความไม่รู้
และความหลงผิด
เช่นที่เกิดขึ้นกับพวกคริสเตียนครับ.
บทเรียนจากดุอาอ์นี้
อายะฮฺนี้สอนให้เรารู้ว่า
ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
และความตั้งใจดีอย่างเดียวก็ไม่พอเช่นกันครับ.
เราจำเป็นต้องมีทั้ง
ความรู้ที่ถูกต้อง
และ การปฏิบัติที่ถูกต้อง
ภายใต้การชี้นำของอัลลอฮ์ครับ.
ดังนั้น ทุกครั้งที่เรากล่าวว่า:
“อิห์ดินัศ-ศิรอฏ็อลมุสตะกีม” (اهْدِنَا الصِّرَاطَ الْمُسْتَقِيمَ)
ขอให้หัวใจของเรา
ตระหนักว่า:
“เรากำลังขอสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
นั่นคือ
การเดินบนทางที่ถูกต้อง
และการจบชีวิตบนทางนั้นครับ.”
คำอธิบายจากอิบนุกะษีร رحمه الله
อิหม่าม อิบนุกะษีร رحمه الله
ได้กล่าวไว้ในตัฟซีรของท่านว่า:
وَلَا أَعْلَمُ بَيْنَ الْمُفَسِّرِينَ فِي هَذَا اخْتِلَافًا،
يَعْنِي: أَنَّ الْيَهُودَ هُمُ الْمَغْضُوبُ عَلَيْهِمْ، وَالنَّصَارَى هُمُ الضَّالُّونَ.
“ข้าพเจ้าไม่ทราบเลยว่า
ในหมู่บรรดานักตัฟซีรจะมีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นนี้”
ซึ่งหมายความว่า
บรรดานักตัฟซีรต่างเห็นพ้องกันว่า
- ผู้ถูกกริ้ว (المغضوب عليهم)
หมายถึง ชาวยิว - ผู้หลงทาง (الضالون)
หมายถึง ชาวคริสเตียน
ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของอัลกุรอาน
ไม่ใช่เพื่อให้เราดูหมิ่นหรือโจมตีผู้ใดครับ
แต่เพื่อ เตือนผู้ศรัทธาไม่ให้เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเหล่านั้น.
- ชาวยิวถูกยกเป็นตัวอย่างของ
ผู้ที่รู้ความจริง
แต่ไม่ปฏิบัติตามมันอย่างครบถ้วน - ชาวคริสเตียนถูกยกเป็นตัวอย่างของ
ผู้ที่มีความตั้งใจดี
แต่ขาดความรู้ที่ถูกต้อง
และบทเรียนนี้
ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเท่านั้นครับ
แต่เป็นคำเตือนสำหรับ อุมมะฮฺนี้ด้วยเช่นกัน.
บทเรียนสำหรับผู้ละหมาด
เมื่อเรากล่าวในทุกละหมาดว่า
(غَيْرِ الْمَغْضُوبِ عَلَيْهِمْ وَلَا الضَّالِّينَ)
“ไม่ใช่หนทางของผู้ถูกกริ้ว
และไม่ใช่หนทางของผู้ที่หลงผิด”
เรากำลังขอให้อัลลอฮ์
ปกป้องเราจากสองสิ่งนี้พร้อมกันครับ
คือ
- การรู้ความจริง แต่ไม่ทำตาม.
- และการทำด้วยความตั้งใจดี แต่ไร้ความรู้.
เพราะทั้งสองอย่าง
ล้วนเป็นสาเหตุของการหลงทางครับ.
สรุปหัวใจของซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ
ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ
จึงสอนเราให้เดินอยู่บนเส้นทางที่สมดุล
ระหว่าง
ความรู้ที่ถูกต้อง
และ
การปฏิบัติที่ถูกต้อง
ภายใต้การชี้นำของอัลลอฮ์ سبحانه وتعالى ครับ.
และนี่คือเหตุผลที่อัลฟาติหะฮฺ
ไม่ใช่แค่ซูเราะฮฺเปิดอัลกุรอาน
แต่เป็นซูเราะฮฺที่เปิดหัวใจของผู้ศรัทธา
ในทุกละหมาดครับ.
ข้อควรเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์
มีประเด็นสำคัญที่ควรเน้นย้ำครับ ดังที่ท่านอุละมาอ์ผู้ยิ่งใหญ่ เชคมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ อันนะญ์ดี رحمه الله ได้กล่าวไว้ในการอธิบายซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ว่า:
أَنَّ بَعْضَ النَّاسِ إِذَا سَمِعَ مِثْلَ هَذَا يَظُنُّ أَنَّهُ مَقْصُورٌ عَلَى الْيَهُودِ وَالنَّصَارَى فَقَطْ، وَالصَّوَابُ أَنَّهُ يَتَنَاوَلُ كُلَّ مَنْ عَمِلَ عَمَلَهُمْ وَسَارَ سِيرَتَهُمْ.
บางคนเมื่อได้ยินคำอธิบายเกี่ยวกับ “ผู้ที่ถูกกริ้ว” และ “ผู้หลงทาง”
อาจเข้าใจว่า หมายถึง ชาวยิวและชาวคริสต์เท่านั้น,
แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องคือ
👉 ความหมายนี้ ครอบคลุมถึงทุกคน ที่กระทำเหมือนพวกเขา
ไม่ว่าจะเป็น
- รู้ความจริงแล้วไม่ปฏิบัติตาม
- หรือหลงผิดเพราะความไม่รู้และไม่แสวงหาความจริง
ไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา หรือยุคสมัยใดครับ.
การกล่าว “อามีน” (آمين) หลังอ่านอัลฟาติหะฮ์
และอีกเรื่องหนึ่งที่ควรรู้ครับ
เมื่ออ่านซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์จบ เป็นสิ่งที่ส่งเสริม (ซุนนะฮ์) ให้กล่าวว่า:
อามีน (آمين)
โดยคำว่า อามีน ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์
อย่างที่บางท่านอาจเข้าใจผิดกันครับ
ความหมายของคำว่า อามีน คือ
“โอ้อัลลอฮ์ โปรดทรงตอบรับคำดุอาวิงวอนด้วยเถิด”
والله أعلم
และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ยิ่งครับ 🤍
ความหมายของคำ (معاني الكلمات)
﴿ بِسْمِ اللَّهِ ﴾
หมายถึง: ข้าพเจ้าเริ่มต้นการอ่านของข้าพเจ้า โดยขอความช่วยเหลือด้วยพระนามของ Allah
﴿ الرَّحْمَانِ ﴾
ผู้ซึ่งความเมตตาของพระองค์แผ่กว้างครอบคลุมสรรพสิ่งทั้งหมด
﴿ الرَّحِيمِ ﴾
ผู้ทรงเมตตาต่อบรรดาผู้ศรัทธาเป็นพิเศษ
﴿ رَبِّ ﴾
พระผู้อภิบาล คือผู้ทรงเลี้ยงดูสิ่งถูกสร้างของพระองค์ด้วยบรรดาความโปรดปราน
﴿ الْعَالَمِينَ ﴾
ทุกสิ่งทุกอย่างที่นอกเหนือจาก Allah ผู้ทรงสูงส่ง
﴿ يَوْمِ الدِّينِ ﴾
วันแห่งการตอบแทนและการชำระบัญชี (วันกิยามะฮฺ)
﴿ إِيَّاكَ نَعْبُدُ ﴾
เราจะไม่เคารพภักดีต่อผู้ใด นอกจากพระองค์เท่านั้น
﴿ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ ﴾
เราไม่ขอความช่วยเหลือในการสนองความต้องการของเรา เว้นแต่จากพระองค์เท่านั้น
﴿ الصِّرَاطَ الْمُسْتَقِيمَ ﴾
หนทางที่เที่ยงตรง ไม่มีความคดเคี้ยว และหนทางนั้นคืออิสลาม
﴿ غَيْرِ الْمَغْضُوبِ ﴾
คือพวกยิว และผู้ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับพวกเขา ในการละทิ้งการปฏิบัติตามความรู้
﴿ الضَّالِّينَ ﴾
คือพวกคริสเตียน และผู้ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับพวกเขา ในการปฏิบัติโดยปราศจากความรู้
แหล่งอ้างอิง: تفسير السعدي , islamweb , alukah.net
