เราปกป้องอัลกุรอาน…หรือกำลังทำให้คนเข้าใจอิสลามผิด?
เหตุการณ์ “ราม 53” ในช่วงที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะในหมู่มุสลิม
หลายคนโกรธ หลายคนเสียใจ หลายคนรับไม่ได้กับการที่มีการนำถ้อยคำจากอัลกุรอานมาใช้ในลักษณะเย้ยหยัน จนเกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงในสังคม
ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า สำหรับมุสลิมแล้ว อัลกุรอานไม่ใช่เพียง “หนังสือศาสนา” แต่คือพระดำรัสของอัลลอฮ์ เป็นสิ่งสูงส่งที่อยู่ในหัวใจของผู้ศรัทธา การที่ใครสักคนแสดงออกในลักษณะลบหลู่ จึงเป็นเรื่องที่ทำให้คนจำนวนมากเจ็บปวดจริง ๆ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ผมเริ่มเห็นไม่ใช่แค่ “ความโกรธ” หากแต่คือคำถามสำคัญที่สังคมมุสลิมควรถามตัวเองเช่นกันว่า…
เรากำลังปกป้องอัลกุรอาน
หรือกำลังทำให้คนเข้าใจอิสลามผิดไปมากกว่าเดิม?
ผมเชื่อว่า หลายคนที่ออกมาเคลื่อนไหว มีเจตนาที่ดี คืออยากปกป้องศาสนา อยากปกป้องเกียรติของอัลกุรอาน และไม่ต้องการให้การดูหมิ่นศาสนากลายเป็นเรื่องปกติในสังคม
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ต้องยอมรับว่า “วิธีการ” สำคัญไม่แพ้ “เจตนา”
เมื่อภาพที่ออกไปสู่สังคม กลายเป็นภาพของมวลชนล้อมคนคนหนึ่ง
ภาพของการตะโกนกดดัน
ภาพของการบังคับให้แสดงความสำนึกผิดต่อหน้าสาธารณะ
หรือภาพความชุลมุนวุ่นวาย
สิ่งที่คนภายนอกจำนวนมากเห็น อาจไม่ใช่ “ความรักต่ออัลกุรอาน”
แต่เป็น “ภาพของความรุนแรง”
และนี่คือเรื่องที่น่าคิดมาก…
เพราะอิสลามไม่ได้สอนให้เราปกป้องศาสนาด้วยอารมณ์เพียงอย่างเดียว แต่อิสลามสอนเรื่องความยุติธรรม ความเมตตา และการควบคุมตนเองควบคู่กันเสมอ
อัลกุรอานที่เราปกป้องนั้นเอง ก็สอนเราว่า
يَـٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُوا۟ كُونُوا۟ قَوَّٰمِينَ لِلَّهِ شُهَدَآءَ بِٱلْقِسْطِ ۖ وَلَا يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَـَٔانُ قَوْمٍ عَلَىٰٓ أَلَّا تَعْدِلُوا۟ ۚ ٱعْدِلُوا۟ هُوَ أَقْرَبُ لِلتَّقْوَىٰ ۖ وَٱتَّقُوا۟ ٱللَّهَ ۚ إِنَّ ٱللَّهَ خَبِيرٌۢ بِمَا تَعْمَلُونَ
ความหมาย:
“ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรมและจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน”
บางครั้ง เราโกรธเพื่อศาสนา จนลืมไปว่า ศาสนากำลังสอนอะไรเราอยู่
แน่นอน…
การล้อเลียนอัลกุรอานไม่ใช่เรื่องเล็ก
และการตักเตือนก็เป็นหน้าที่ของสังคมมุสลิม
แต่การตักเตือนไม่จำเป็นต้องกลายเป็นการประจาน
การเรียกร้องให้สำนึกผิด ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นแรงกดดันของมวลชน
และการปกป้องศาสนา ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้คนหวาดกลัวศาสนา
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในยุคนี้ คือโลกออนไลน์สามารถสร้าง “ภาพจำ” ได้รวดเร็วมาก
คนจำนวนมากไม่ได้อ่านรายละเอียดทั้งหมด
ไม่ได้รู้ว่าใครเริ่มก่อน
ไม่ได้เข้าใจบริบททางศาสนา
แต่เขาจะจำ “ภาพ”
และถ้าภาพที่ออกไป คือภาพความโกรธ ความวุ่นวาย และความกดดัน
สุดท้ายคนจำนวนหนึ่งอาจเข้าใจว่า อิสลามคือศาสนาแห่งความแข็งกร้าว ทั้งที่ในความเป็นจริง อิสลามคือศาสนาแห่งความสมดุลระหว่าง “ความจริง” และ “ความเมตตา”
อีกเรื่องที่ผมอยากฝากไว้ คือ…
ถ้าวันหนึ่ง มีคนสำนึกผิดจริง ๆ
เราจะเปิดทางให้เขากลับตัวไหม?
หรือเราจะผลักเขาออกจากสังคม จนเขาไม่เหลือที่ยืน?
ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เคยตักเตือนเศาะหาบะฮ์ไม่ให้ซ้ำเติมผู้ทำบาป จนกลายเป็นการช่วยชัยฏอนเล่นงานหัวใจของเขา
เพราะเป้าหมายของอิสลาม ไม่ใช่แค่ “ทำให้คนยอมรับผิด”
แต่คือ “พามนุษย์กลับคืนสู่ความดี”
เหตุการณ์ราม 53 จึงไม่ใช่แค่บทเรียนของคนคนหนึ่ง
แต่มันคือบทเรียนของพวกเราทุกคน
บทเรียนว่า…
เราจะรักษาศาสนาด้วยสติหรืออารมณ์
เราจะตักเตือนด้วยเมตตาหรือความสะใจ
และเราจะทำให้ผู้คนเห็น “ความงดงามของอิสลาม” หรือ “ความน่ากลัวของมวลชน”
เพราะสุดท้ายแล้ว
การปกป้องอัลกุรอานที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่เพียงการโกรธเมื่อมันถูกลบหลู่
แต่คือการทำให้ผู้คนเห็นว่า
อัลกุรอานสามารถสร้างมนุษย์ที่มีความยุติธรรม สุขุม และเปี่ยมเมตตาได้จริง
— SamanLoh.com
