ดะวะฮ์ด้วยเหตุผล : จากฟิสิกส์สู่ฟิฏเราะฮ์
บทนำ : ชวนคิด ไม่ใช่เอาชนะ
หากคุณเดินเข้าไปในห้องหนึ่งและพบหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ คุณจะเชื่อหรือไม่ว่าหนังสือเล่มนั้นเกิดขึ้นเองโดยไม่มีผู้เขียน?
คนส่วนใหญ่คงตอบว่า “ไม่”
เพราะตัวหนังสือ เนื้อหา และความเป็นระเบียบภายในหนังสือ ล้วนบ่งชี้ว่าต้องมีผู้เขียนอยู่เบื้องหลัง
แต่เมื่อเรามองจักรวาลที่ซับซ้อนกว่าหนังสือนับล้านล้านเท่า คำถามที่น่าสนใจก็เกิดขึ้นว่า
ทุกสิ่งเกิดขึ้นเองจริงหรือ?
บทความชุดนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อเอาชนะใครทางความคิด และไม่ได้มีเป้าหมายจะตัดสินว่าแนวทางใดดีกว่าแนวทางใดในหมู่มุสลิม
แต่เขียนขึ้นเพื่อเชิญชวนให้ผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระเจ้า ได้หยุดคิดอย่างสงบและเป็นเหตุเป็นผลว่า
การมีอยู่ของพระเจ้า อาจสมเหตุสมผลกว่าการปฏิเสธพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง
การสนทนาเรื่องศรัทธาจะเกิดประโยชน์ได้มากที่สุด เมื่อเรายึดหลักสำคัญสามประการเป็นพื้นฐาน
- พูดด้วยความสุภาพและให้เกียรติ
- ใช้เหตุผลที่เข้าใจได้ในโลกปัจจุบัน
- ไม่ดึงความเห็นต่างภายในอุมมะฮ์มาเป็นอุปสรรคของดะวะฮ์
หลักการที่หนึ่ง : แยกให้ออกระหว่าง “ไม่เชื่อพระเจ้า” กับ “ไม่ทำให้พระเจ้าเป็นวัตถุ”
หนึ่งในความสับสนที่พบได้บ่อย คือการนำสองเรื่องที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงมาปะปนกัน
ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า (Atheist) ปฏิเสธว่าพระเจ้ามีอยู่จริงตั้งแต่ต้น
แต่อิสลามยืนยันการมีอยู่ของอัลลอฮ์ ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธการทำให้พระองค์อยู่ภายใต้กรอบของวัตถุ เวลา และสถานที่เช่นเดียวกับสิ่งถูกสร้าง
ดังนั้น เมื่อมุสลิมกล่าวว่า
“อัลลอฮ์ไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่”
ไม่ได้หมายความว่า
“อัลลอฮ์ไม่มีอยู่”
แต่หมายความว่า
“พระองค์ทรงอยู่เหนือข้อจำกัดทั้งปวงที่มีอยู่ในสิ่งถูกสร้าง”
นี่คือหลักการที่อุลามาอ์อะฮ์ลุซซุนนะฮ์ยอมรับร่วมกัน แม้อาจอธิบายด้วยถ้อยคำหรือแนวทางที่แตกต่างกันก็ตาม
หลักการที่สอง : วิทยาศาสตร์อธิบายกฎ แต่ไม่อธิบายผู้บัญญัติกฎ
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา วิทยาศาสตร์ได้ช่วยให้มนุษย์เข้าใจจักรวาลอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เราศึกษาแรงโน้มถ่วง
ศึกษาพลังงาน
ศึกษากาลเวลา
ศึกษาการกำเนิดของเอกภพ
แต่ยังมีคำถามสำคัญข้อหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบได้ด้วยตัวมันเอง คือ
เหตุใดกฎเหล่านี้จึงมีอยู่ตั้งแต่แรก?
วิทยาศาสตร์อธิบายได้ว่ากฎต่าง ๆ ทำงานอย่างไร
แต่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ว่า
เหตุใดจึงมีกฎเหล่านี้อยู่
และเหตุใดจักรวาลจึงมีความเป็นระเบียบจนมนุษย์สามารถศึกษาและค้นพบกฎเหล่านั้นได้
เมื่อวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเอกภพมีจุดเริ่มต้น และเวลาเองก็มีจุดเริ่มต้น คำถามเกี่ยวกับ “ผู้ทำให้เกิดการเริ่มต้น” จึงไม่ใช่เพียงคำถามทางศาสนาเท่านั้น
แต่เป็นคำถามทางเหตุผลที่มนุษย์ทุกคนสามารถตั้งขึ้นได้
วิทยาศาสตร์อธิบายว่าจักรวาลทำงานอย่างไร แต่ไม่ได้อธิบายว่าทำไมจักรวาลจึงมีอยู่ตั้งแต่แรก
หลักการที่สาม : ฟิฏเราะฮ์คือเสียงภายในของมนุษย์
นอกจากเหตุผลแล้ว อิสลามยังชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า “ฟิฏเราะฮ์”
ฟิฏเราะฮ์ คือธรรมชาติดั้งเดิมที่อัลลอฮ์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา
มนุษย์แทบทุกอารยธรรมในประวัติศาสตร์ต่างเคยตั้งคำถามเกี่ยวกับผู้สร้าง ความหมายของชีวิต และจุดมุ่งหมายของการมีอยู่
เมื่อเผชิญกับความทุกข์ ความสูญเสีย หรือเหตุการณ์ที่เกินกำลังควบคุม หลายคนมักหันกลับไปตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง
ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์ศาสนาโดยตรง
แต่สะท้อนว่าการแสวงหาผู้สร้างไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดสำหรับมนุษย์
ในมุมมองของอิสลาม นี่คือเสียงของฟิฏเราะฮ์ที่ยังคงอยู่ในหัวใจมนุษย์
ดังนั้น ดะวะฮ์จึงไม่ใช่การยัดเยียดความเชื่อใหม่เข้าไปในหัวใจของผู้คน
แต่คือการช่วยให้พวกเขากลับมารับฟังเสียงของฟิฏเราะฮ์ที่มีอยู่แล้วภายในตนเอง
หลักการที่สี่ : เหตุผลคือสะพาน ไม่ใช่สนามรบ
ในประวัติศาสตร์อิสลาม อุลามาอ์จำนวนมากใช้เหตุผลและการตั้งคำถามเชิงปัญญาเพื่ออธิบายและปกป้องศรัทธา
พวกท่านไม่ได้มองว่าเหตุผลเป็นศัตรูกับวะหฺยู
แต่เห็นว่าเหตุผลที่ถูกใช้อย่างถูกต้อง สามารถเป็นสะพานที่นำมนุษย์ไปสู่ความจริงได้
การใช้เหตุผลเพื่อดะวะฮ์จึงควรมีเป้าหมายเพื่อ
- อธิบายว่าการศรัทธาในพระเจ้าไม่ขัดกับสติปัญญา
- เปิดพื้นที่สนทนาอย่างสงบและสร้างสรรค์
- ลดอคติและความเข้าใจผิด
- ไม่ใช้เป็นเครื่องมือโจมตีกันเองในอุมมะฮ์
เป้าหมายของบทความชุดนี้
บทความชุดนี้มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ
- เปิดพื้นที่สนทนากับผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างมีเหตุผลและให้เกียรติ
- ช่วยให้มุสลิมเห็นจุดร่วมทางศรัทธามากกว่าความแตกต่างทางแนวคิด
- นำเสนออิสลามในฐานะศาสนาแห่งเหตุผล ฟิฏเราะฮ์ และปัญญา
ก่อนจะก้าวสู่ตอนต่อไป
บางครั้งคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิต ไม่ใช่
“พระเจ้าอยู่ที่ไหน?”
แต่คือ
“เหตุใดจึงมีบางสิ่งอยู่ แทนที่จะไม่มีอะไรเลย?”
คำถามนี้ได้พานักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ และนักคิดจำนวนมากเข้าสู่การค้นหาความจริงมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ในบทความถัดไป เราจะเริ่มสำรวจหลักการพื้นฐานที่สุดของเหตุผลมนุษย์ นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่าง “เหตุ” และ “ผล” และดูว่าหลักการง่าย ๆ นี้กำลังพาเราไปสู่ข้อสรุปใดเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้า
